ประวัติวัด

วัดทิพวนาราม (หนองหาร) ตั้งอยู่ หมู่ที่ ๗ ตำบลหนองหาร อำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ สร้างโดยเจ้าแม่ทิพวัน กฤดากร ในปีพ.ศ ๒๔๘๒ เจ้าแม่ทิพวัน ได้มอบที่ดินเพื่อสร้างวัดจำนวน ๑๒ ไร่ อยู่ติดกับถนนใหญ่สาย เชียงใหม่ – พร้าว มีจำนวนศาสนสมบัติ ดังต่อไปนี้ คือ

กุฏิสงฆ์ รวม ๔ หลัง
ศาลาการเปรียญ ๑ หลัง
ศาลาหอฉัน ๑ หลัง
ศาลาห้องสมุด ๑ หลัง
กุฏิแม่ชี ๑ หลัง
อุโบสถ ๑ หลัง(กว้าง ๗.๕ และ ยาว ๒.๖ เมตร)
หอพระไตรปิฏก

พ.ศ ๒๔๘๓ เจ้าแม่ทิพวัน กฤดากร ได้เริ่มสร้างกุฏิชั่วคราวขึ้น ๕ – ๖หลัง พร้อมกับมอบที่ดินเพื่อสร้างโรงเรียนและอาคารเรียนซึ่งตั้งอยู่ทางทิศใต้ของวัด ชื่อว่าโรงเรียนบ้านหนองหาร(วัดทิพวันอุทิศ)

พ.ศ ๒๔๘๔ เจ้าแม่ทิพวัน กฤดากร ได้ไปนิมนต์พระมหา ๒ รูป จากวัดเจดีย์หลวง มาทำการสอนพระปริยัติธรรม โดยเปิดสอนนักธรรมชั้นตรี โท เอกและบาลีไวยกรณ์ มีพระ เณร จากตำบลหนองหาร ตำบลแม่แฝกใหม่ อำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ และตำบลสันโป่ง อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ มาเรียนด้วย

เจ้าแม่ทิพวัน ได้จัดอาหารเพลถวายพระ เณร ที่มาเรียนในขณะนั้น จำนวน ๒๘ รูป ทุกวัน พร้อมทั้งได้จัดหาอุปกรณ์ในการศึกษา เช่นหนังสือเรียน เป็นต้น และอำนวยความสะดวกให้แก่พระ เณรด้วย

ปี พ.ศ ๒๔๙๔ เจ้าแม่ทิพวัน ได้นิมนต์พระใบฏีกาชม จากวัดเจดีย์หลวง มาช่วยสร้างพระวิหาร

เจ้าแม่ทิพวัน กฤดากร ทรงเป็นประธานก่อ สร้าง

มอบเงินถวายเพื่อใช้ในการก่อสร้างเป็นเงินจำนวน ๘๐,๐๐๐ บาท(แปดหมื่นบาทถ้วน) และได้เงินจากคณะศรัทธา บริจาคอีกจำนวน ๕,๐๐๐(ห้าพันบาทถ้วน) และได้อาราธนาทูลสมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ วัดบวรนิเวศน์ มาทรงวางศิลาฤกษ์ด้วย เมื่อสร้างเสร็จได้จัดงานฉลอง ๕ วัน ๕ คืนปัจจุบันได้รื้อออก สร้างขึ้นใหม่ มีขนาดใหญ่กว่าเก่า มีขนาดกว้าง ๗.๕ ยาว ๒๖เมตร

ปี ๒๔๙๗ ในปีนี้เจ้าแม่ทิพวัน กฤดากร ได้เดินทางไปกรุงเทพมหานคร และได้ล้มป่วยลงด้วยโรคปัจจุบัน เนื่องจากความดันโลหิตสูง และได้ถึงแก่กรรมในวันที่ ๒๗ พฤษภาคม พ.ศ ๒๔๙๗ รวมพระชนมายุได้ ๗๑ ปี บรรดาทายาทได้นำอัฐิของเจ้าแม่ทิพวัน กฤดากร มาบรรจุไว้ ณ วัดทิพวนาราม(หนองหาร) ทายาทและคณะศรัทธาก็ได้ร่วมกันบำรุง อุปถัมภวัดทิพวนารามสืบต่อมา

ในปี พ.ศ ๒๕๐๑ ทางวัดเจดีย์หลวงได้จัดส่งพระครูใบฏีกาจำปี มารักษาการเจ้าอาวาสวัด

ในปี พ.ศ ๒๕๐๘ พระครูใบฏีกาจำปีได้รับสมณศักดิ์เป็นพระครูญาณภิรัติ และได้ทำการผูกพัทธสีมา เมื่อวันจันทร์ที่ ๓๑ มกราคม ๒๕๐๙ ต่อมาพระครูญาณภิรัติ ได้ย้ายไปอยู่อำเภอสันป่าตอง

ปี พ.ศ ๒๕๑๒ พระระพินทร์ได้รักษาการเจ้าอาวาสจนถึง พ.ศ ๒๕๑๕ จึงได้ย้ายไปอยู่วัดโรงธรรมสามัคคี อำเภอสันกำแพง

วันที่ ๒๔ มีนาคม พ.ศ ๒๕๑๖ คณะศรัทธาได้ไปนิมนต์พระครู สมุห์ สุรพล วัดโรงธรรมสามัคคี อำเภอสันกำแพง มาอยู่รักษาการเจ้าอาวาส ท่านได้ทำการบูรณะศาสนสถานจำนวนมาก ต่อมาได้เลื่อนสมณศักดิ์ เป็นพระครูปฏิภาณธรรมรักษ์ ได้ลาสิกขาไปในปี พ.ศ ๒๕๓๑

วันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ พ.ศ ๒๕๓๓ คณะศรัทธาได้ไปนิมนต์ พระวิชิต จิรายุโก ที่จังหวัดบุรีรัมย์ มาอยู่รักษาการเจ้าอาวาสสืบต่อมา ท่านได้ปฏิสังขรณ์ ภายในวัดเป็นจำนวนมาก เช่น สร้างกุฏิพระสงฆ์ จำนวน ๓ หลัง สร้างกุฏิแม่ชีจำนวน ๒ หลัง ถังเก็บน้ำฝน ๓ ถัง ศาลาใช้สำหรับล้างบาตร ๑ หลัง กำแพงวัด ถนนคอนกรีตภายในวัด ห้องสุขา ๑๐ ห้อง อุโบสถแทนหลังเก่ามีขนาดกว้าง ๗.๕ เมตร ยาว ๒ เมตร ได้ปฏิสังขรณ์ให้วัดมีความร่มรื่นจนถึงปัจจุบันนี้

วันที่ ๒๙ เมษายน ๒๕๓๕ ได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาส วันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๓๕ ได้รับแต่งตั้งสมณศักดิ์ เป็นพระครูสมุห์ ฐานานุกรม ของหลวงพ่อพระธรรมดิลก วันที่ ๕ ธันวาคม ๒๕๔๐ ด้รับแต่งตั้ง ตำแหน่งสัญญาบัตรพัดยศ ชั้นโท ในทินนาม พระครูวิชิต วรคุณ

วันที่ ๕ ธันวาคม ๒๕๔๘ ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์ ที่ จต. ชอ. เป็นเจ้าคณะ
ตำบล พระครูชั้นเอก พระครูวิชิต วรคุณ
ประวัติวัด