ชีวประวัติโดยย่อของพระครูวิชิตวรคุณ

เดิมชื่อว่าวิชิต สกุลใบเงิน เกิดวันอังคารที่ ๒๗ สิงหาคม พ.ศ ๒๕๐๐ เวลาประมาณตอนเช้า ๐๖.๐๐ น. ๓ฯ๕ ๑๒ ค่ำ ปีระกา ณ บ้านกระสัง ต. กระสัง อ.กระสัง จ. บุรีรัมย์ บิดาชื่อนายขวัญ มารดาชื่อนางชะระ มีอาชีพทำนาและเลี้ยงสัตว์ บิดาเป็นคนจังหวัดสุรินทร์ บวชพระเป็นเจ้าอาวาสอยู่ที่วัดบ้านคอโค ต.ลำชี จ.สุรินทร์ เป็นเจ้าอาวาสอยู่หลายพรรษาแล้วได้ลาสิกขาเพศมาแต่งงานกับนางชะระ ณ ที่บ้านกระสัง ได้ตั้งหลักฐานทำมาหากินจนกระทั่งมีบุตร ธิดา รวม ๘ คนคือ

ท่านสามารถฟัง อ่านและดาวโหลดไ้ด้ฟรี โปรดอย่านำข้อความและข้อมูลภายในเว็บไซต์ไปใช้ในทางธุรกิจ

๑. นายพิชัย ใบเงิน

๒. นางอรุณ ใบเงิน

๓. นางลำปาง ปิ่นอนุกูล

๔. นางสมศรี นุชบุษบา

๕. พระครูวิชิตวรรคุณ

๖. พระสุชาติ ปญฺญาวโร

๗. นายสมชาย ใบเงิน

๘. นางจิราภรณ์ มานพ

ทุกคนที่กล่าวมายังมีชีวิตอยู่ ส่วนบิดามารดาได้ถึงแก่กรรมไปนานแล้ว

ส่วนมากแล้วการเขียนชีวประวัติของบุคคลมักจะเขียนโดยผู้อื่น ซึ่งบุคคลผู้นั้นอาจจะยังมีชีวิตอยู่หรือเสียชีวิตไปแล้ว และผู้เขียนมักจะมีมารยาทในการเขียนด้วยการพรรณนาถึงบุญคุณหรือคุณงามความดีที่บุคคลผู้ นั้นได้กระทำไว้หรือยังกระทำอยู่ ดังนั้นเราจึงมักจะได้ยินแต่เรื่องดี ๆ ของบุคคลผู้นั้น หากผู้นั้นเสียชีวิตไปในงานฌาปนกิจศพของเขา

ความจริงชีวประวัติของข้าพเจ้า ไม่มีความสำคัญเป็นพิเศษอะไรมากนัก ข้าพเจ้าเป็นพระผู้น้อยด้อยด้วยความรู้ความสามารถและยังอ่อนต่อวัยวุฒิและคุณวุฒิ จึงมีความรู้สึกละอายแก่ใจตนเองมาก

ตามความเห็นของข้าพเจ้า การเขียนชีวประวัติก็คือการเขียนโฆษณาชีวิตตัวเอง ดังนั้นแม้จะมีผู้มาขอร้องให้เขียนเพื่อจะนำไปพิมพ์ลงในหนังสือต่าง ๆ ข้าพเจ้าก็ไม่คิดที่จะทำ แต่เมื่อคุณโยมรัชนีวรรณ ฟาน เ ดอร์ ดริฟท์ – อุ่นใจ(โยมอึ่ง) ซึ่งเป็นโยมอุปฐาก มีความเคารพนับถือกัน มาขอร้องให้ข้าพเจ้าเขียนชีวประวัติ โดยให้เหตุผลว่าภายในอนาคตและหากข้าพเจ้าตายไป อาจจะไม่มีใครรู้ชีวประวัติของข้าพเจ้า และประวัติในร่มผ้ากาสาวพัสตร์ของข้าพเจ้าดีเท่าที่ควร

ข้าพเจ้าเขียนชีวประวัติของข้าพเจ้าตามความเป็นจริง ไม่ได้เขียนเพื่อยกย่องตัวเองและหวังว่าผู้อ่านคงจะให้อภัย หากอ่านแล้วเหมือนกับเป็นการยกตน ซึ่งข้าพเจ้าไม่ได้ตั้งใจเขียนแบบนั้น ข้าพเจ้าเป็นปุถุชนธรร มดาที่มีโอกาสได้เข้ามาบวชใต้ร่มกาสาวพัตร์ และได้รับใช้พระพุทธศาสนา

ในสมัยเด็ก ๆ ข้าพเจ้าชอบเข้าวัดเป็นประจำและชอบใส่บาตรพระที่มาบิณฑบาตร ทุกวันจะลุกขึ้นแต่เช้าหุงข้าว ทำอาหารเพื่อให้ทันใส่บาตร ถ้าวันไหนที่พระไม่มาบิณฑบาตรก็นำข้าวปลาอาหารไปส่งที่วัด(เป็นวัดประจำหมู่บ้าน) วันไหนไม่ได้ใส่บาตรก็รู้สึกเศร้าหมอง ข้าพเจ้ามีนิสัยรักสงบ ไม่ชอบสุงสิงกับเพื่อนฝูงหมู่คณะ มีใจใฝ่ฝัน

อยากจะห่มผ้าเหลืองอยากบวชเป็นพระเป็นเณรก็ไม่ได้บวช เพราะทางบ้านลำบากยากจน ต้องช่วยทำมาหากิน ต้องช่วยเลี้ยงดูน้อง ๆ พ่อต้องไปทำงานเฝ้าสวนอยู่ต่างจังหวัด ส่วนแม่มีภาระต้องทำมาหากินรับจ้างทั่วไป ไม่ค่อยจะอยู่บ้าน พี่ ๆ มีครอบครัวไปทำงานที่อื่น ภาระทางบ้านจึงตกเป็นหน้าที่ของข้าพเจ้า พอเรียนหนังสือจบชั้นประถมศึกษาปีที่ ๗ เป็นโรงเรียนรัฐบาลที่อยู่ในหมู่บ้าน ปี พ.ศ ๒๕๑๓ และในปีเดียวกันได้ไปเรียนต่อชั้นมัธยมที่โรงเรียนกระสังพิทยาคม อ.กระสัง จ.บุรีรัมย์ จบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๓ เมื่อปี พ.ศ ๒๕๑๖ ไม่ได้เรียนต่ออีกเลยเพราะทางบ้านยากจน จึงได้เดินทางเข้ากรุงเทพฯ เพื่อหางานทำช่วยเหลือทางบ้าน พออายุครบ ๒๑ ปี ก็เดินทางกลับบ้านเพื่อไปทำการคัดเลือกทหาร ปรากฏว่าจับได้ใบดำเลยไม่มีโอกาสได้เป็นทหาร หลังจากนั้นมาคุณพ่อก็ถึงแก่กรรมจึงคิดอยากบวชให้กับคุณพ่อ

วันหนึ่งแม่ได้พาไปทำบุญที่วัดป่าอุดมธรรม อ.กระสัง เป็นวัดปฏิบัติสายหลวงปู่ฝั่น อาจาโร(คณะธรรมยุติ) ได้เห็นปฏิปทาของพ่อแม่ ครูบาอาจารย์ รู้สึกเลื่อมใสศรัทธา มีความเคารพนับถือเป็นอย่างยิ่ง วันนั้นรู้สึกปิติยินดีอิ่มเอิบใจเป็นอย่างยิ่ง จึงได้ตั้งจิตอธิษฐานจะขอบวชปฏิบัติสายธรรมยุติจนตายในผ้าเหลือง

พอดีน้องชายของข้าพเจ้าชื่อสมชาย ใบเงิน บวชเป็นสามเณรอยู่ที่วัดบูรพาราม จ.สุรินทร์ เป็นเณรอุปฐากหลวงปู่ดุลย์ อตุโล ทราบข่าวว่าข้าพเจ้าอยากบวช จึงได้มารับไปบวชอยู่ที่วัดบูรพาราม จ.สุรินทร์ เมื่อปี ๒๕๒๑ ก่อนเข้าพรรษา ได้ปฏิบัติอยู่กับหลวงปู่ดุลย์ ๒ พรรษา สอบได้นักธรรมชั้นโท จึงได้ลาสิกขาบท สาเหตุเนื่องมาจากทางบ้านมีความลำบากมาก จึงจำเป็นต้องช่วยภาระทางบ้านและก็ขอร้องแม่ว่าไม่ต้องไปทำงานรับจ้างอีกแล้ว เมื่อสึกมาแล้วจะรับผิดชอบทำงานเองหมดทุกอย่าง แล้วจึงได้ขอร้องให้แม่ไปบวชชี เพื่อจะได้ประพฤติปฏิบัติธรรม อยู่กับพระอาจารย์ตรีคูณและพระอาจารย์เคล็ม บวชเป็นแม่ชีนาน ๑๗ ปี ถึงแก่กรรมเมื่อปี พ.ศ ๒๕๔๒

ข้าพเจ้าได้อุปสมบทครั้งที่ ๒ เมื่อปี พ.ศ ๒๕๒๗ ก่อนจะบวชข้าพเจ้าได้บวชเป็นตาปะขาวปฏิบัติธรรมถือศีล ๘ เป็นเวลา ๑ พรรษา อยู่ที่เทือกเขาภูพาน บ้านยางโล้น จ.สกลนคร พอออกพรรษาจึงได้บวชเป็นพระที่วัดกระดิ่งทอง ต.บ้านด่าน อ.เมือง จ.บุรีรัมย์ ตรงกับวันที่ ๑๐ พฤศจิกายน พ.ศ ๒๕๒๗ เวลา ๑๐.๐๐ น. ฉายา จิรายุโก(ผู้ที่มีอายุยืน) พระครูวิริยาภิวัฒน์ เป็นพระอุปัชฌาย์ พระธรรมประเวที เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระวิลาส รกฺขิโต เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ไปจำพรรษาอยู่ที่วัดป่าประโคนชัย อ.ประโคนชัย จ.บุรีรัมย์ มีพระอาจารย์ตรีคูณ(พระครูวิสุทธิภาวนา) เป็นเจ้าอาวาส อยู่จำพรรษาและศึกษาอบรมพระธรรมวินัย กับพระอาจารย์ตรีคูณเป็นเวลา ๔ พรรษา สอบได้นักธรรมชั้นเอก และได้รับการแต่งตั้งให้เป็นเลขานุการเจ้าคณะอำเภอ แล้วลาอาจารย์ไปวิเวกทางภาคใต้ จำพรรษาที่วัดควนเจดีย์ อ.เกาะแต้ว จ.สงขลา ๑ พรรษา ได้อยู่ปฏิบัติธรรมกับปู่รักษ์ ศรัทธาญาติโยมเสนอแต่งตั้งให้เป็นเจ้าอาวาส ข้าพเจ้าไม่รับเพราะยังไม่พร้อม เมื่อรับกฐินแล้วจึงกลับภาคอีสานคืน ได้เที่ยวจาริกไปนมัสการพ่อแม่ครูบาอาจารย์ทางภาคอีสานหลายองค์ มีหลวงปู่เทสก์ หลวงปู่เหรียญ หลวงปู่ชอบ หลวงตามหาบัว หลวงปู่ถิน เป็นต้น ต่อจากนั้นได้เดินทางขึ้นมาทางภาคเหนือ เพื่อนมัสการครูบาอาจารย์ เมื่อช่วงต้นปี พ.ศ ๒๕๓๓ ได้ไปพักที่วัดเจดีย์หลวง ๓ วัน แล้วก็ได้เดินทางไปที่ถ้ำผาปล่อง นมัสการหลวงปู่สิม ไปพักที่วัดถ้ำปากเปียง ๑ อาทิตย์ แล้วเดินทางจาริกไปที่แม่ฮ่องสอน ไปพักที่วัดบ้านปางหมู และไปที่สำนักสงฆ์ถ้ำน้ำลอด พักอยู่หลายวันจนถึงต้นเดือนมีนาคม จะเดินทางกลับวัดที่บุรีรัมย์ ได้แวะที่เชียงใหม่เพื่อนมัสการพระอาจารย์ทองบัว(หรือพระวิมลธรรมญาณเถร) และเยี่ยมเยือนพระครูบุญฤทธิ์ ที่เคยอบรมพระสังฆาธิการรุ่นเดียวกัน ไปพักอยู่ ๓-๔ วัน พระครูบุญฤทธิ์ ได้ขอร้องให้ไปช่วยดูแลที่วัดทิพวนาราม บ้านหนองหารเป็นการชั่วคราวก่อน เพราะตอนนี้ไม่มีพระเณรอยู่เลยสักองค์เดียว จวนจะเป็นวัดร้างแล้ว เพราะเจ้าอาวาสได้ลาสิกขาไป ไม่มีใครไปอยู่ได้เลย ข้าพเจ้าจึงตัดสินใจไปอยู่พักหนึ่ง เมื่อใกล้เข้าพรรษาแล้วจะกลับไปบุรีรัมย์ เมื่อไปอยู่แล้ว ชาวบ้านมีความศรัทธาขออาราธนานิมนต์ให้จำพรรษาอยู่ที่วัดทิพวนาราม ข้าพเจ้ายังไม่รับปากว่าจะอยู่ ถ้าจะให้จำพรรษาอยู่ที่นี่ต้องไปขออนุญาตกับพระอาจารย์ของข้าพเจ้าก่อน คือพระอาจารย์ตรีคูณที่วัดป่าประโคนชัย จ.บุรีรัมย์ ศรัทธาชาวบ้านหนองหารก็ตกลง เหมารถปรับอากาศ ๒ คัน ชาวบ้านประมาณ ๘๐ คน ได้เดินทางไปขออนุญาตพระอาจารย์ของข้าพเจ้า พร้อมกับทอดผ้าป่าด้วย

ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ข้าพเจ้าได้จำพรรษา ณ วัดทิพวนาราม จนถึงปัจจุบัน คือตั้งแต่เดือนมีนาคม พ.ศ ๒๕๓๓ จนถึงปัจจุบันนี้ พ.ศ ๒๕๔๕ เป็นเวลา ๑๓ ปี ได้บูรณะปฏิสังขรณ์ถาวรวัตถุ ศาสนวัตถุ ให้เจริญรุ่งเรืองวัฒนาถาวรยิ่งขึ้นไป และทำให้บริเวณวัดสะอาดร่มรื่น เป็นที่น่าอภิรมย์แก่ผู้ที่ได้พบเห็น ได้สร้างอุโบสถหลังใหม่ วิหารแก้ว ศาลาการเปรียญ ศาลาเอนกประสงค์ กฏิ ห้องน้ำ ถังเก็บน้ำฝน เป็นต้น

วันที่ ๑ กรกฎาคม ๒๕๓๓ ได้รับการแต่งตั้งรักษาการเจ้าอาวาส

วันที่ ๒๙ เมษายน ๒๕๓๕ ได้รับการแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสวัดทิพวนาราม ต. หนองหาร อ. สันทราย จ. เชียงใหม่

วันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๓๕ ได้รับตำแหน่งสมณศักดิ์ เป็นที่พระครูสมุห์ ฐานานุกรม ของพระธรรมดิลก

วันที่ ๕ ธันวาคม ๒๕๔๐ ได้รับสมณศักดิ์ สัญญาบัตรพัดยศชั้นโทในทินนาม พระครูวิชิต วรคุณ

วันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๔๒ ได้รับแต่งตั้ง เป็นเจ้าคณะตำบล แม่หอพระ อ. แม่แตง จ. เชียงใหม่

บุญคุณของบิดามารดา

คนเราเกิดมาได้ชื่อว่า เป็นบุญคุณของกันและกัน บุตรธิดาเป็นหนี้บุญคุณของบิดามารดา ๆ เป็นหนึ้ใหม่ของบุตรธิดา ต่างก็คิดถึงหนี้ของกันและกัน โดยที่ใคร ๆ มิได้ทวงหนี้ แต่หากคิดถึงหนี้เอาเอง แล้วก็ใช้หนี้ด้วยตนเองตามความสำนึกของตน บางคนก็น้อยบ้างมากบ้าง เพราะหนี้ชนิดนี้เป็นหนี้ที่ตนหลงมาทำให้เกิดขึ้นเอง ไม่มีใครบังคับและค้ำประกัน บางคนคิดถึงหนี้สินที่ตนมีแกบิดามารดามากมายเหลือเกินที่จะคณานับ ตั้งแต่เกิดจนตาย บิดามารดาถนอมเลี้ยง ดูแลลูกด้วยความเอ็นดูทุกอย่าง เป็นต้นว่า นั่ง นอน ยืน เดิน พูดจา ต้องอาศัยบิดามารดาสั่งสอนทุกอย่าง บิดามารดาย่อมมีความรักบุตร แม้แต่สัตว์เดรัจฉานก็ยังมีความรักลูก โดยไม่ทราบความรักนั้นรักเพื่ออะไร และหวังประโยชน์อะไร จะช่วยเหลืออะไรแต่ตนบ้าง ลูก ๆ ก็ทำนองเดียวกันนี้ แต่สัตว์มันยังรู้หาย เป็นรักกันชั่วประเดี๋ยวประด๋าว รักกันแต่ยังเล็ก ๆ เมื่อเติบโตแล้วก็ลืมกันหมด ส่วนมนุษย์นี้รักกันไม่รู้จักหาย ถึงตายแล้วก็ยังรักกันอยู่อีก ตายแล้วมันคืนมาได้อย่างไร

มนุษย์ใดไม่รู้จักบุญคุณบิดามารดา และไม่สนองตอบทดแทนบุญคุณของท่าน มนุษย์ผู้นั้นได้ชื่อว่าเลวร้ายกว่าสัตว์เดรัจฉานไปเสียอีก

การที่ข้าพเจ้าได้บวชอยู่ในบวรพุทธศาสนา และอยู่ได้นานมาถึงปานนี้ ได้เห็นความเปลี่ยนแปลงของสังขารร่างกาย พร้อมทั้งโลกภายนอกด้วย ได้เห็นอะไรหลายอย่างทั้งดีและชั่ว เพิ่มปัญญาความรู้มาอีกแยะ นับว่าไม่เสียทีที่เกิดมาเป็นมนุษย์ร่วมโลกกะเขา และเป็นความโชคดีที่ได้บวชเรียนในพระพุทธศาสนา พบพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าเสริมสร้างบุญบารมีให้สูงยิ่งขึ้นไป

พระครูวิชิตวรคุณ

สิงหาคม ๒๕๔๕

พระครูวิชิตวรคุณ ได้รับพระราชทานสัญญาบัตร พัดยศ

เมื่อวันที่ วันที่ 15 มกราคม 2556 สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ได้เป็นประธานในพิธีพระราชทานสัญญาบัตรพัดยศ และผ้าไตร แก่ พระภิกษุในเขตการปกครอง คณะสงฆ์ หนเหนือ คลิกเพื่อดูภาพ

ภาพพระครูวิชิตวรคุณเจ้าอาวาส

เจ้าอาวาสวัดที่พร้าวมาคาราวะ

แสดงพระธรรมเทศนา

ชีวประวัติพระครูวิชิตวรคุณ

ป.ล ชีวประวัติพระครูวิชิตวรคุณ ได้กรุณาเขียนให้ข้าพเจ้านำจัดพิมพ์ ได้เรียบเรียงเอง ขณะทำเว็บไซต์นี้ ๒๕๕๒

ท่านพระครูวิชิตวรคุณ ได้จำพรรษา ณ วัดทิพวนาราม เป็นเวลา ๒๒ ปี(ผู้จัดทำเว็บไซต์)